หน้าแรก ประวัตืหอศิลป นิทรรศการ กิจกรรม บทความ สมุดเยี่ยม กระดานสนทนา ติดต่อ
ภาพประวัติศาสตร์ที่ทำใจลำบาก
ภาพประวัติศาสตร์ที่ทำใจลำบาก

                                                         โดย..วินัย ปราบริปู

พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรม
              ภาพพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมที่ศิลปิน “หนานบัวผัน”เขียนภาพดอกบัวเป็นนัยยะทางพุทธธรรม ซึ่งอาจหมายถึงพระอริยสัจ 4 , โลกธรรม 8 , บัว 4 เหล่า ที่เหล่าพุทธสาวกพนมมือน้อมรับ และการแสดงท่าครุ่นคิคพิจารณาไตร่ตรองพระธรรม เป็นจิตรกรรมฝาผนังอยู่ระหว่างเสา ด้านทิศตะวันออก วัดภูมินทร์ กึ่งกลางระหว่างภาพบุคคลสำคัญของเมืองน่านในยุค 116ปีที่ผ่านมา ในซีกซ้ายมือเป็นโลกหลังความตาย และซีกขวามือเป็นโลกแห่งความ เป็นคน ( ภาพพระพุทธประวัตินี้ ขนาดใหญ่ประมาณ 2.50X4.00 เมตร )
 
              งานเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาระกิจที่ยากลำบากต่อการที่จะเห็นผลสำเร็จ และยากต่อการที่จะเข้าใจว่า ทำไมถึงไม่ค่อยมีใครในอดีตเห็น คุณค่า และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาอายุผลงานให้ยั่งยืนยาวนาน ตลอดถึงการบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อศึกษาเรียนรู้ภายหลัง การสืบค้นประวัติจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน นั้น รู้สึกจะทันการณ์ด้วยข้อมูลจากบุคคลที่น่าเชื่อถือได้ คือ พระครูมาณิตย์ บุญยการ อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองบัว ( เสียชีวิตปี พ.ศ.2526 ) ไ ด้บอกเล่าให้รองศาสตราจารย์ สน สีมาตรัง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ว่าเริ่มเขียนปีพ.ศ.2410 เสร็จสิ้นประมาณปี พ.ศ.2431 นับเวลา 21 ปี * 1

              สำหรับประวัติการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์นั้นค่อนข้างยาก เพราะไม่การบันทึกและบอกเล่า ซึ่งแตกต่างกับวัดหนองบัว ที่มีชาวไทลื้อ ซี่งอ พยพจากเมืองล้า สิบสองปันนา อาศัยอยู่เป็นกลุ่มก้อน มีระบบเดรือญาติแน่นแฟ้นจึงมีการบอกเล่าสืบต่อกันมา สำหรับกรณีของวัดภูมินทร์นั้นจึงต้อง อาศัยการคาดคเนจากการสร้างพระวิหารวัดภูมินทร์แล้วเสร็จเป็นหลัก คือสมัยของเจ้าอนันต์วรฤทธิเดช ในปี พ.ศ. 2417 เป็นต้นมา แม้ว่าจะมีการ ศึกษาค้นคว้าหลายๆ ครั้ง นักวิชาการหลายสำนัก ในเวลาต่อมา ก็ยังไม่ปรากฎความชัดเจนสำหรับการบอกปี พ.ศ. ที่เริ่มเขียน และแล้วเสร็จ แต่ก็พอ จะเชื่อว่าอาจมีการเขียนภาพบางส่วนในช่วงประมาณปีพ.ศ.2443 หรือ 2446 *2 สำหรับการให้เหตุผลและศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เชื่อว่าอาจจะมีส่วน ให้ความชัดเจนของการเริ่มต้น ระยะเวลาการเขียนและปีพ.ศ.ที่คาดว่าแล้วเส็จมากขึ้นอีก

                อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ปรากฏความชัดเจนของเวลาที่ใช้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ แต่ก็ปรากฏภาพที่มีคุณค่าสูงยิ่งทั้งด้านสุนทรีย์ สาสตร์ ประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรมท้องถิ่นและ มีความประณีต บรรจงในการสอดแทรกเนื้อหาสาระโดยสอดคล้างกับเหตุการณ์และสภาพการณ์ ในสังคมยุคนั้นมากมายที่เป็นร่องรอยเป็นคุณประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า 

              สำหรับจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัวนั้น แม้ว่าผนังจะมีสภาพเสื่อมเลือนลางด้านปีกซ้ายพระประธาน(ทิศเหนือ) ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์มีฝนหลงฤดู ขณะ ที่มีการเปลี่ยนหลังคา เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2524 แต่ก็พอปรากฏเค้าโครงเป็นหลักฐานว่า มีศิลปินนิรนามเป็นผู้ช่วยศิลปิน “หนานบัวผัน” เขียน ภาพด้วย 1 คน เพราะว่ามีภาพบางจุดบางตำแหน่งบ่งบอกฝีมือเป็นร่องรอยที่ชัดเจนเป็นหลักฐาน ที่สำคัญก็คือ ลัษณะของภาพผลงานฝีมือศิลปิน นิรนามคนเดียวกันนี้ได้ปรากฏอยู่บนจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ด้วยความมีลักษณะการเขียนภาพที่ใกล้เคียงกันทั้งวิธีการที่ถนัด การออกแบบ การ ใช้สี ลักษณะที่บ่งบอกความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของศิลปิน

              ภาพผู้หญิงขนาดเท่าคนจริง บนผนังด้านขวาของประตูทิศใต้ วัดภูมินทร์ วางท่าทางนั่งเก้าอี้ มือซ้ายคีบบุหรี่ขี่โย คล้องสไบ ใส่กำไลข้อมือ สวมแหวน และเสียบปิ่นปักผมทรงแบบชาวไทลื้อ ศิลปินบรรจงวาดดังจะแสดงบุคคลหรือแสดงวัฒนธรรมการแต่งกาย ที่สาวเปรี้ยวจัดในสังคมนั้นพึงกระทำได้ ( เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่สวมเสื้อแบบไทยลื้อในภาพ ปูม่าน- ย่าม่าน )

              ภาพนี้ดูเหมือนศิลปินจะมีมโนภาพตราตรึงใจ จากการที่ได้เคยเขียนภาพไว้มุมหลังสุดของผนังซ้ายมือพระประธาน (วัดหนองบัว) โดยเฉพาะการ เขียนช่วงพับแขน กรีดเรียวนิ้วคีบบุหรี่ ซึ่งยากที่ใครจะเขียนเลียนแบบเช่นนั้นได้ โดยไม่มี ภาพถ่ายเป็นแบบอย่างให้เขียน ส่วนลักษณะการเขียน ความ ประณีต ฝีมือและอารมณ์ของภาพ ผู้ศึกษาศิลปะและปฏิบัติการเขียนภาพจะสังเกตุเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นฝึมือของศิลปินคนเดียวกัน เมื่อนำภาพ 2 ภาพ เปรียบเทียบพิจารณาดู
 

              ภาพจากผนังวัดภูมินทร์ฝีมือศิลปินนิรนามที่แสดงอัตลักษณ์ชัดเจนกว่าครั้งเขียนภาพที่ฝาผนังวัดหนองบัว(ภาพกลาง) ซึ่งเขียนภาพขนาดเล็กกว่าคนจริง เล็กน้อย ลักษณะคล้ายจะนั่งหย่อนเท้า การเขียนแขนซ้าย- ขวา สลับต่างกัน เขียนลายผ้านุ่งและใช้สีเหมือนกัน การกรีดนิ้วคีบบุหรี่ พับศอกตั้งบนขาโดย แขนอีกข้างโค้งแอ่นรับการยันพื้นเช่นเดียวกัน การสวมใส่เครื่องประดับปิ่นปักผม กำไลข้อมือเป็นความต่างของสาวสังคมยุคนั้น มีการเขียนใบหน้าที่ แตกต่างกันซึ่งเป็นความไม่คงที่ในฝีมือ ส่วนชายหนุ่มนั้น (ภาพขวาสุด) ไว้ผมทรงมหาดไทย ทัดดอกไม้ประดิษฐที่ติ่งหู สวมเสื้อคอจีนมีฉาบปก นุ่งผ้า ลายลุนตะยาแบบพม่าปิดทับขาสักยันต์ เหน็บมีดสั้น ยืนคีบบุหรี่ขี้โยวางท่าอารมณ์ดี นับว่าเป็นการแต่งกายแบบวัฒนธรรมร่วมของสังคมยุคนั้น
 
              สำหรับภาพชายหนุ่มขนาดเท่าคนจริงบนผนังด้านซ้ายของประตูทิศใต้ วัดภูมินทร์ เป็นฝีมือของศิลปินนิรนามผู้เขียนภาพผู้หญิงนั่งเก้าอี้ดังกล่าวเช่นกัน จึงแสดงให้เห็นได้ชัดว่า ศิลปินนิรนามคนนี้มีฝีมือเกือบจะเทียบเท่า “ศิลปินหนานบัวผัน” เขาได้แสดงความมั่นใจในการเขียนภาพขนาดใหญ่เช่นที่ “ หนานบัวผัน” ได้เขียนภาพ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” หรือ “หนุ่มกระซิบ”
ลักษณะเฉพาะตัวที่เด่นชัด หรืออัตลักษณ์ของศิลปินนิรนามคนนี้ปรากฏชัดเจน หลังจากเกิดความเชื่อมั่นตัวเอง และมีประสบการณ์ร่วมกับ “หนาน บัวผัน”ซึ่งก็ย่อมเป็นธรรมดา ดังนั้นลักษณะของ การให้สี การใช้เส้นรูปร่าง การเขียนใบหน้าคนที่มีลักษณะช่วงคางกว้างใหญ่ จึงเป็นการสำแดง ลักษณะเฉพาะคน หากแต่เขายังขาดความประณีตในอารมณ์จึ่งเขียนเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ค่อนข้างรู้สึกแข็ง กระด้าง ไม่ไหวพริ้วอย่างธรรมชาติ ปรากฏชัด ในการเขียนชายผ้าคล้องคอ และการเขียนผ้านุ่งลายลุนตะยาแบบพม่าที่แข็งกระด้างของชายหนุ่ม “อัตลักษณ์” ของศิลปินนิรนามดังกล่าวนำไปสู่การลำดับเวลาที่เขียนผลงานก่อนภาพทั้ง 2 คือ ภาพพระพุทธเจ้า พร้อมสาวก ผนังบนสุดจรดเพดาน ด้าน เดียวกัน ( ทิศใต้ของพระวิหาร ) ปรากฏให้เห็นความอ่อนด้อยของฝีมือ เมื่อเทียบกับ “หนานบัวผัน” อย่างชัดเจนในความประณีตและละไมของอารมณ์ ภาพโดยรวม แต่หากพิจารณาละเอียด ก็จะเห็นการขาดความประณีตของเส้นโครงสร้างรูปร่างพระพุทธเจ้าและสาวก การเขียนสรีระที่ไม่สมส่วนทั้ง ขนาดแขน ขา ขาดความสมบรูณ์ ลำแขนที่แข็งกระด้างแต่ขาดกำลัง การเขียนกลีบบัวแท่นประทับพระพุทธเจ้าที่มีความแข็ง กระด้าง ประณีต ละเอียดอ่อนต่างกัน รวมทั้งรอยหยักที่พริ้วไหวของอาสนะนั่งของสาวกที่ “หนานบัวผัน” เขียนให้ดูสบายตา มีขนาดพอเหมาะกับการนั่ง ซึ่งแตกต่างกับ ความไม่พอดีที่ศิลปินนิรนามออกแบบเขียนไว้ จึงทำให้เกิดความร้สึกว่ามีขนาดเล็ก แคบ นั่งไม่สบาย ดังภาพที่นำมาเปรียบเทียบ
 

              ภาพฝีมือ “หนานบัวผัน”ผนังด้านทิศเหนือ (วัดภูมินทร์) แสดงออกถึงความมีทักษะในเชิงช่างที่สูง ผลงานมีสุนทรีย์ในความเป็นศิลปะ มีความงดงาม ในจิตใจที่เปิดโอกาศให้เพื่อนที่เคยร่วมงานเขียนภาพที่วัดหนองบัว เขียนภาพพุทธประวัติ ผนังบนสุดด้านทิศใต้ของวัดภูมินทร์ ( ภาพขวามือ ) ทำให้เรา เห็นความอ่อนด้อยฝีมือของศิลปินนิรนาม ที่แสดงอัตลักษณ์เขียนคางที่อวบใหญ่ เขียนลำตัว แขน ขา พระพุทธเจ้า – สาวก ที่สั้น ยาวเกิน ทั้งการเขียน สบง จีวร ที่ไล่น้ำหนักสีมากจนลวนทำลายโครงสร้างสรีระของสาวกดังภาพ
 
              อย่างไรก็ตาม ภาพพระพุทธเจ้าด้านบนสุด ภาพของหญิงสาว (นั่งเก้าอี้) และชายหนุ่มก็บ่งบอกทักษะและฝีมือที่สูงกว่าศิลปินอีกคน ดังปรากฏภาพ ถัดลงมาตรงกลางของผนังด้านทิศใต้ ที่ชี้นำบอกให้เราทราบว่าเขาผู้นี้เป็นผู้เขียนฝาผนังส่วนล่างด้านเหนือของทิศตะวันตก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเรื่อง ราวชั้นภูมิของนรกอเวจีด้วย
              ภาพฝีมือที่อ่อนด้อยกว่าศิลปินนิรนาม เขียนเล่าเรื่องชาดกคัทธณะกุมาร ตอนเจ้าคัทธจันทะต่อสู้กับเจ้าคัทธเนตร และพญาแถนสร้างลมพิชณขอด ฆ่า เจ้าคัทธเนตร สังเกตุการสร้างองค์ประกอบภาพด้วยการจัดภาพกระจายไม่มีความเป็นเอกภาพและการเขียนตัวละครขนาดเล็กที่ไม่มีพละกำลังเดินเรื่อง บ่งบอกการไม่มีทักษะในเชิงช่าง แต่ก็น่าทึ่งกับการสร้างตัวประหลาดเหมือนกันในกองทัพจับคู่รบกันเสมือนความเป็นพี่ เป็นน้องที่ต้องรบรากัน
 
              น่าแปลกใจที่ภาพหญิงสาว ( นั่งเก้าอี้ ) ภาพชายหนุ่ม และภาพพุทธประวัติด้านบนสุดของผนังด้านทิศใต้ที่ศิลปินนิรนามคนนี้เขียนไว้ไม่มีการ เขียนอักษรกำกับภาพดังเช่น “หนานบัวผัน” ได้เขียนกำกับภาพที่มีขนาดใหญ่เท่ากันเช่นภาพ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” ภาพ “นางสีไว” ภาพ “กุมมาลเป็ก” ทำ ให้สงสัยว่าศิลปินนิรนามคนนั้ไม่สันทัดการเขียนหนังสือ หรือว่าเขาได้เขียนภาพบุคคลที่สังคมยุคนั้นรู้จักกันดี ดังเช่นที่หนานบัวผันเขียนภาพ “เจ้า อนันตวรฤทธิเดช” *3 บนหัวเสาผนังด้านทิศตะวันออก “ภาพหนุ่มน้อย” ที่ยืนอยู่ต่ำกว่าภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” เล็กน้อย และภาพ “ชายสูงวัย” นุ่งผ้าขาวแนบเนื้อ ไม่สวมเสื้อ คล้องลูกประคำ แสดงท่าตำ หมากบนหัวเสาด้านขวามือของผนังทิศตะวันออก ซึ่งก็ไม่มีการเขียนอักษรกำกับเช่นกัน แต่ทว่าความแตกต่างที่ศิลปินนิรนามเขียนภาพหญิงสาว ( นั่งเก้าอี้) และภาพชายหนุ่ม ดังกล่าว คือการเขียนภาพที่เจาะจงออกแบบให้ดูสมบูรณ์ สวยงามของวัยหนุ่ม-สาว ด้วยการมีมโนภาพที่ตราตรึงในใจซึ่งตน เคยเขียนไว้ที่วัดหนองบัวแสดงเปรียบเทียบที่มาของแนวคิดในการเขียนภาพหญิงสาว ( นั่งเก้าอี้ ) ตำแหน่งภาพเขียนที่ไม่ได้แสดงฐานะสำคัญของสังคม และการแต่งกายที่แสดงรสนิยมของคนในยุคนั้น คือ การผสมผสานวัฒนธรรมของชนเผ่า ภาพทั้ 2 แสดงถึงฐานะของคนในชนชั้นสังคมยุคนั้น สอดคล้องกับภาพ “ปู่ม่าน ย่าม่าน” หรือ ภาพ “หนุ่มกระซิบ”( บรรลือโลก ) ฝีมือหนานบัวผันที่แสดงการแต่งกาย บ่งบอกวัฒนธรรมรวมของชนเผ่าในสังคมยุคนั้น *4 ด้วย เหตุผลดังกล่าว จึงขอสันนิษฐานเบื้องต้นว่า การเขียนภาพดังกล่าวของศิลปินนิรนาม ไม่ใช่การเขียนภาพบุคคล แต่เป็นการเขียนภาพที่เกิดจากการคิด ออกแบบท่าทางแสดงวัฒนธรรมร่วมของคนในชนชั้นสังคมน่าน ยุคนั้น

              สำหรับ “ชายสูงวัย” ฝีมือของ “หนานบัวผัน” นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพชายหนุ่ม – หญิงสาวฝีมือของศิลปิน นิรนาม กล่าวคือการตั้งใจเจาะจงวางตำแหน่งภาพไว้ที่สูงเสมอภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” และลักษณะการเขียนภาพ บ่งบอกว่าศิลปินเจาะจงเขียน “ภาพ บุคคล”หาได้เขียนความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” ที่มีภาพ “หนุ่มน้อย” ยืนเคียงข้างค่อนข้างต่ำกว่าเสมือนเป็นบุตร หลาน ยิ่งบ่งชี้ชัดเจนมากขึ้นว่า ศิลปิน “หนานบัวผัน” ได้เจาะจงเขียน “ภาพบุคคล” ที่สำคัญองสังคมในวัยที่ต่างกันไว้ ดังนั้นภาพ “ชายสูงวัย” นั้นเป็นใคร ? และภาพ “หนุ่มน้อย” นั้นเป็นใคร? 

              ภาพ “หนุ่มน้อย” ที่ยืนระดับต่ำเคียงข้างขวามือของ “เจ้าอนันต์ฯ” นั้น ย่อมเป็นบุคคลสำคัญที่มีการบันทึก กล่าวถึงอยู่บ้าง จึงสอดคล้องกับพงศาวดาร เมืองน่าน ที่กล่าวถึงลำดับ บุตร ธิดาของ “เจ้าอนันต์ฯ” ดังนี้ “ภรรยาแห่งท่านนางที่ 1 ชื่อว่าแม่เจ้าสุนันทา เกิดลูกได้ราชบุตร 4 คน บุตรหญิง 2 บุตร ชายที่ 1 ชื่อเจ้าหนานมหาพรหม ตนนี้ได้เปนเจ้าพระยามหาอุปราชาหอน่าแลบ่นานเท่าใดท่านก็ถึงแก่อสัญกรรมไปแล บุตรชายที่ 2 ชื่อเจ้าสุยะ ตนนี้ ได้เปนเจ้าพระยาราชวงษา แล้วบ่นานเท่าใดก็ได้เปน เจ้ามหาอุปราชาหอน่าแทนพี่แห่งตน แล้วอยู่มาบ่นานเท่าใดก็ได้เปนเจ้าเสวยเมืองแทนพ่อแห่ง ตน...”*5
 
              ภาพนี้บ่งบอกความรักไคร่เอ็นดูความผูกพันของ2พ่อลูกคือ“เจ้าอนันตวรฤทธิเดช”และ“เจ้าหนานมหาพรหม”โดย“หนานบัวผัน”ได้เขียนจากความ ทรงจำก่อนที่คนทั้ง 2 จะจากโลกมนุษย์สู่สัมปรายภพ ศิลปินแก้ไขปัญหาความไม่ต่อเนื่องของพื้นที่ต่างระดับของเสาโดยการเขียนคนทั้ง 2 สัมพันธ์กัน ในลัษณ์ลำตัว“เจ้าหนานมหาพรหม”โน้มเอียงเข้าหาเจ้าอนันต์ ฯ ผู้ส่งสายตาทอดมองบุตรชาย และการใช้เส้นโค้งด้านบน ใต้เพดาลแสดงขอบเขตของ ภาพและเส้นโค้งด้านล่างประสานรับกันและแต่งฉากหลังภาพบุคคลด้วยสีครามและเขียนพวงไม้เลื้อยเหมือนกันทำให้รู้สึกเป็นภาพที่ต่อเนื่องแยกออก จากกันไม่ได้

              ดังนั้น การที่ “หนานบัวผัน”เจาะจง เขียนภาพ “เจ้าอนันตวรฤทธิเดช” ด้วยภาพความทรงจำถึงช่วงวัยที่ “เจ้าอนันต์ฯ”มีความสมบูรณ์พร้อมยศ ศักดิ์อันสง่างามสูงสุดในฐานะการเป็นเจ้าเมือง โดยบรรจงเขียนภาพท่านลักษณะที่มีความพึงพอใจที่ได้เสวยผลบุญกุศลที่สร้างไว้ในสัมปรายภพ จึงได้ เลือกที่จะเขียนภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” ในช่วงอายุที่ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ (รัชกาลที่ 4 )ในปี พศ.2399 ให้เลื่อน ยศท่านเป็น “เจ้าอนันต์ วรฤทธิเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดีเจ้านครเมืองน่าน”โดยมี มีดด้ามคำ เป็นหนึ่งในเครื่องยศที่ดัรับพระ ราชทาน *6 และก็อาจจะเป็นช่วงที่ท่านสูญเสียบุตรคนแรกที่ท่านรักและหวังมอบภาระกิจบ้านเมืองให้สืบทอดต่อไป คือ “เจ้ามหาอุปราชาหอน่า” เจ้า หนานมหาพรหม ดังที่พงศาวดารเมืองน่านได้บันทึกกล่าวถึง ..(เจ้าอนันต์ฯ)
“ท่านก็ได้หื้อเจ้าหนานมหาพรหมแลเจ้าสุยะอันเปนราชบุตรแห่งท่านคุมเอาเจ้านายท้าวแขกเมืองสิบสองปันนา เชียงรุ้งเมืองหลวงภูคาเมืองล้า เมืองพง ลงไปทูลเก้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องราชบรรณาการมหากษัตริย์เจ้าในกรุงเทพมหานครหั้นแล ในจุศักกราช 1218 ตัวปีนั้น เจ้า 2 องค์พี่น้องก็ ได้รั้งพรรษาอยู่เมืองใต้ก่อนหั้นแล

              เมื่อนั้นพระมหากษัตริย์เจ้าจิงมีพระกรุณาโปรดเกล้าตั้งเจ้าหนานมหาพรหมตนพี่หื้อเปนเจ้ามหาอุปราชาหอน่า โปรดหื้อเจ้าสุยะตนน้องฝน เจ้าราชวงษาหั้นแล เจ้า 2 องค์พี่น้องคร้นว่าแล้วแก่ราชกิจทั้งมวลแล้ว ก็พาเอาเจ้านายไพร่ ไทยแขกเมืองทูลลาขึ้นมาหั้นแล เจ้า 2 องค์น้องขึ้นมาเถิง เมืองน่านเข้าเวียงวันพระยาวันนั้นหั้นแลฯ” และถัดมาก็ได้กล่าวถึง“เจ้าอนันต์ฯ” เข้ากรุงเทพฯและได้รับ “มีดด้ามคำ”เป็นหนึ่งของเครื่องยศในปีเดียวกัน กับภาระกิจของเจ้าราชวงษา “ในศักราช 1218 ตัว ปีรวายสีนั้นสิ่งเดียว เดือน 5 ขึ้น 13 ค่ำ เม็งวันอาทิตย์ลุนหลังเจ้าชีวิตรลงไปรับสัญญาบัตรเปนเจ้าชี วิตรนั้น เจ้าราชวงษาก็ได้ยกกำลังขึ้นเมือเมืองเชียงแขงแล้วก็กวาดเอาครัวเมืองเชียงแขงลงมาเมืองน่านและฯ ( ปีศักราช 1218 น่าจะปี 1217 หากยึดถือประวัติเจ้าสุริพงษ์ฯ ครั้งรับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นพระยาราชวงษา ในปี พ.ศ. 2398 ในพงศาวดารเมืองน่าน ) 
ดังนั้นจึงสงสัยว่าภาระกิจอันใหญ่หลวงที่ต้องจัดกำลังไพร่พลเดินทัพไป ทำไมต้องให้ “เจ้าราชวงษา” เจ้าสุยะ ผู้เป็นน้องกระทำการแทนผู้เป็นพี่ จึงขอ สันนิษฐานเบื้องต้นว่า “เจ้ามหาอุปราชาหอน่า”เจ้าหนานมหาพรหม นั้นป่วยหนัก ไม่สามารถรับภาระกิจใหญ่นั้นได้ หรืออาจจะเสียชีวิตภายหลังการ ต้อนรับการเดินทางกลับถึงน่านในวันมหาสงกรานต์ (วันพระยาวัน) 
ตามเหตุผลดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า “เจ้ามหาอุปราชาหอน่า”เจ้าหนานมหาพรหม ได้เสียชีวิตในปี พ.ศ 2399 ขณะที่มีอายุประมาณ 27-28 ปี ก่อน หรือหลังเล็กน้อย กับการนำกองกำลังเดินทัพไปตีเมืองเชียงแขงโดย เจ้าสริยพงษ์ฯ ( เจ้าราชวงษา ) คือมีอายุแก่กว่า “ เจ้าสุริยพงษ์ฯ” ประมาณ 2 ปี จึงสอดคล้องกับภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” ที่ท่านขึ้นปกครองเมืองน่านเมื่ออายุ 42 ปี และโปรดเกล้าจากรัชกาลที่ 4 เป็น “เจ้าอนันตวรฤทธิเดช” นั้นท่านอายุได้ 50 ปีในปี พ.ศ.2399 

              สำหรับภาพเขียนนั้น ดูเหมือนว่า ศิลปินหนานบัวผันได้จินตนาการเขียนภาพของชายหนุ่มดูอ่อนกว่าวัยประมาณ 10 ปี(เหมือนคนอายุ 17 – 18 ปี ) แต่ก็ดูเหมือนว่าจะจินตนาการเขียนภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” ( ในช่วงอายุจริง 50 ปี ) ให้ดูอายุน้อยกว่าจริง 10 ปี ( เหมือนคนอายุ 40 ปี ) ทำให้เกิดความสอด คล้องกันและไม่ขัดความรู้สึกหากเปรียบเทียบอายุของคนทั้ง 2 

              “หนานบัวผัน” ได้ใช้วิธีบ่งบอกภาพคนทั้ง 2 สัมพันธ์กันและกันด้วยการเอียงลำตัวและใบหน้าเข้าหากัน และสายตาของ“เจ้าอนันต์ฯ”ทอดสายตามอง ชายหนุ่มด้วยความรู้สึกรักและเมตตา ดังนั้นจึงขอสันนิษฐานว่าภาพชายหนุ่มดังกล่าวน่าจะเป็นภาพของ “เจ้ามหาอุปราชาหอน่า”เจ้าหนานมหาพรหม 

              ดังนั้นหากเราจะยึดหลักการเขียนภาพตามความเหมาะสมและสามัญสำนึกโดยทั่วไป ศิลปิน“หนานบัวผัน” ก็คงเช่นเดียวกับศิลปินคนอื่น ๆ หรือ บุคคลอื่น ๆ นั่นคือการจัดแบ่งส่วน “คนตาย” กับ “คนเป็น”ไว้คนละพื้นที่ เสมือนแบ่งภพ ภูมิ ดังนั้นภาพคนตายคือภาพ “เจ้าอนันตวรฤทธิเดช” กับ “เจ้า มหาอุปราชาหอน่า”เจ้าหนานมหาพรหม จึงอยู่ซีกหนึ่งของฝาผนัง ส่วนภาพ “ชายสูงวัย” อยู่อีกซีกหนึ่งโดยมีภาพพุทธประวัติกั้นกลาง จึงดูเหมือนว่า “ หนานบัวผัน” เขียนฝ่ายซีก “คนตาย” ได้เสวยสุขในสัมปรายภพด้วยใบหน้า กิริยาเสวยสุขกับผลบุญ ส่วน “คนเป็น” ได้แสดงอาการความเป็นธรรมดา ของคนในสังคมพุทธศาสนาที่หวังจะอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง โดยการเขียน “ชายสูงวัย” แสดงอากัปกิริยาท่าทางไม่สงบ นุ่งผ้าขาว คล้องลูก ประคำ ไม่สวมเสื้อ ปล่อยตัวไม่สนใจหนวดเคราที่รุงรัง นั่งตำหมาก หันหน้าไปในแดนพุทธศาสนา และซีกฝ่าย “คนตาย” 
บุคคลสำคัญสูงสุดของเมืองน่านภายหลังการเสียชีวิต “เจ้าอนันต์ฯ” ในปี พ.ศ. 2434 (อายุ 86 ปี) หรือ ช่วงที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัด ภูมินทร์ ณ เวลานั้นย่อมไม่มีใครนอกจาก “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” หรือ ผู้ที่จะมีโอกาสขึ้นปกครองเมืองน่านสืบต่อ“เจ้าอนันต์ฯ” ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ ภาพ “ชายสูงวัย” ผู้นี้จะเป็นภาพ “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” (รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในปี พ.ศ. 2431 ) *8 หรือ “เจ้าสุริยพงษ์ฯ” ใน ขณะยังไม่ได้ขึ้นปกครองเมืองน่าน 

              ภาพสมมุติฐาน “ชายสูงวัย” อาจเป็นภาพ “ เจ้าสุริยพงษ์ฯ ” ดังกล่าวนี้เป็นที่สนใจของศาสตราจารย์เดวิด เค ไวอาจ ( David K. Wyatt) เป็น อย่างมาก โดยท่านเชื่อว่าภาพบุคคลนี้น่าจะเป็นภาพที่มีเนื้อหาสาระสำคัญอีกประการหนึ่งในฐานะที่เป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดย ได้ตั้งข้อสงสัยความสำคัญที่ศิลปินได้เจาะจงเขียนภาพไว้ในตำแหน่งที่สำคัญและมีความหมาย และท่านเข้าใจว่าภาพ “ชายสูงวัย” คนนี้เป็น “ฝรั่ง” แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม? ศิลปิน ถึงเขียนภาพของชาวตะวันตก หรือฝรั่งชาติใดชาติหนึ่งในสภาพเปลือยเปล่า กำลังถืออุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาหาร จำพวกของขบเคี้ยว ( หรือหมาก )ในมือซ้าย และท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่าภาพดังกล่าวมีความขัดแย้งอย่างยิ่งกับภาพ “เจ้าอนันต์ฯ” ที่ศิลปินบรรจงเขียน ภาพของชายผู้แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่งดงาม บนหัวเสาซ้ายมือ ที่แสดงอาการพึงพอใจ และอาจจะภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับการแต่งกาย และมีมีดสั้นที่ถือ กระชับมั่นอยู่ในมือ * 9
 
ภาพเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ภายหลังขึ้นเป็นเจ้าเมืองน่านเมื่อตอนอายุ 63 ปี
 

              ภาพถ่าย “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน”(ระหว่างช่วงปีพ.ศ. 2431 – 2436 ) ช่วงบันทึกภาพอายุน่าจะประมาณ 59 – 62 เทียบกับภาพเขียนนับว่าใกล้เคียง ที่สุด ภาพถ่ายบ่งชี้ว่าท่านมีรูปร่างลักษณะเป็นคนผอม และภาพเชี่ยนหมากบ่งบอกว่าท่านบริโภคหมาก เช่นเดียวกับคนในยุคนั้น ท่านั่งชันเข่านั้นอาจ จะเป็นท่านั่งปกติประจำของท่านที่ผู้ใกล้ชิดในเขตกำแพงเวียงนครน่านคงคุ้นเคยชินตา ดังนั้น (ภาพเขียน ) ของ“ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” ศิลปินหนาน จึงเขียนชนิดนึกภาพเอาโดยไม่ใช้คนจริงนั่งเป็นแบบ เช่นเดีวยกับการเขียนภาพ “เจ้าอนันต์ฯ”ซึ่งแสดงถึงความใกล้ชิดของศิลปินกับเจ้าเมืองน่านทั้ง 2 คน และไม่ได้คาดคิคว่าบุคคลทั้ง 2 ซึ่งเป็นเจ้าเมืองน่าน จะไม่มีใครรู้จัก จึงไม่มีอักขระใดเขียนกำกับภาพ
 
              แม้ว่าความจริงแล้ว “หนานบัวผัน” จะไม่ได้เรียนรู้เรื่องการเขียนภาพเหมือนจริง หรือเป็นศิลปินเขียนภาพคนเหมือน แต่เมื่อนำภาพเขียนเปรียบเทียบภาพถ่าย “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” จะเห็นได้ว่า “หนานบัวผัน” รู้จักคัดลักษณะสำคัญที่แสดงบุคลิกภาพ ลักษณะ เฉพาะตัวของ“ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” ออกมาให้ปรากฎได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นรูปเค้าหน้าที่ยาว ไม่แบนแก้มตอบ ตาสองชั้น คิ้วพอดีไม่หนาดก จมูกมีสันโด่งปลายใหญ่เล็กน้อย รูปปากบางเป็นเส้นตรง ลักษณะรูปหน้าผากกว้าง เส้นผมแข็งเล็กน้อยลู่ไปข้างหลังจัดทรงเหมือนกัน จะมีความ แตกต่างกันอยู่บ้างก็ด้วยเหตุผลของการจัดท่าทางสำหรับการถ่ายภาพบุคคลที่มีความพร้อมในวาระสำคัญ ในภาพถ่ายจึงปรากฎบุคลิกภาพที่ดี มี ความมั่นใจในตัวตนสูง ดุจดังการจัดท่าทางนักแสดงชาวยุโรปและการจัดฉากของช่างภาพมีระดับ ที่จัดวางองค์ประกอบ แสง เงา ที่ลงตัว ชนิดที่ไม่มี ภาพบุคคลชนชั้นปกครองล้านนาในอดีตคนใดจะสง่างามเทียบเท่า ภาพดังกล่าวจึงสร้างความขัดแย้งในอารมณ์ภาพเขียน “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” ที่เป็นชายสูงวัย ผอมกระหร่อง ปล่อยเนื้อตัว ไม่สง่างามเหมือนดังภาพถ่าย แต่หากพิจารณาโครงสร้างบุคคลแล้ว จึงยากที่จะปฏิเสธว่าศิลปิน “ หนานบัวผัน” ได้เขียนภาพ “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” และหากพิจารณาภาพการไว้หนวดเฟิ้มของท่านในช่วงวัยชราตอนที่ท่านเป็น “เจ้าสุริยพงษ์ ผริตเดชฯ พระเจ้านครน่าน” ก็ยิ่งยากที่จะปฏิเสธลักษณะพิเศษของบุคคลที่สอดคล้องกันกับการเป็นคนที่มีหนวดเคราของท่าน

              อาจเป็นความบังเอิญที่ศิลปิน “หนานบัวผัน” ตัดสินใจเลือกที่จะเขียนภาพ “เจ้าสุริยพงษ์ฯ” ในลักษณะดังกล่าวช่วงเวลานั้นก็ ด้วยภาวะ การณ์ขณะเขียนภาพ “เจ้าอนันต์ฯ”และ “เจ้ามหาอุปราชาหอน่า”เจ้าหนานมหาพรหม และได้รับรู้ภาวะอารมณ์และคุ้นเคยกับภาพชีวิตจริงๆของ“เจ้าสุริ ยพงษ์ฯ” ขณะว้าวุ่นกับการเตรียมจัดพิธีการต่างๆ เพื่อถวายเพลิงศพ และเป็นผู้นำการไว้อาลัยถึงการพิราลัย“เจ้าอนันต์ฯ” ในช่วงเวลา 2 ปี ซึ่งแตกต่าง กับการจัดฉากเพื่อถ่ายภาพ ดังนั้นภาพความมีชีวิตได้อารมณ์ ก่อเกิดแรงบรรดาลใจ จึงเป็นภาพลักษณ์ที่ศิลปินอยากจะบันทึกด้วยวิธีการแบบศิลปิน แม้ว่าโครงสร้างโดยรวมของการเขียนภาพของ “หนานบัวผัน” คือการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องประกอบชาดก แต่อิทธิพลของภาพถ่าย บุคคล และเหตุการณ์การเมือง สังคมในล้านนา-ล้านช้าง ในเวลานั้น ล้วนเป็นภาวะการณ์สมัยใหม่ที่ปรากฎแล้วในยุโรป ดังนั้นความอยากเขียน ภาพสมจริง จึงเกิดขึ้นหลายภาพบนจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวชาดกแต่อย่างใด และแม้จะเกี่ยวข้องบ้าง “หนานบัวผัน” ยังแสดงออกถึงการเขียน “คน”ให้สมจริง เช่น ภาพ “นางสีไว” ภาพ “เหล่าพุทธสาวก” และภาพ “กุมาลเป๊ก” ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะใช้มิชชั่นนารี ฝรั่งเป็นแบบอย่างการเขียนภาพ
              ภาพฝีมือ “หนานบัวผัน”ขนาดเกือบเท่าคนจริง บนสุดของผนังด้านทิศตะวันตก วัดภูมินทร์ ในภาพเหล่าสาวกของพระพุทธเจ้าแสดงอาการเศร้าโศกสุด ซึ้งกับการดับขันธ์ของพระพุทธเจ้า เป็นภาพที่งดงามด้วยท่าทางลีลาที่ได้อารมณ์ เสมือนคนที่แสดงอารมณ์จริง ๆ ไม่มีทีท่าเสแสร้งแกล้งทำเป็นแบบนาฎลีลา และภาพ “กุมาลเป๊ก”ที่เชื่อว่าอาจใช้ภาพมิสชั่นนารี เป็นแบบอย่างในการเขียนภาพ (ไม่ใช่ภาพเหมือนบุคคล เพราะศิลปินได้เขียนคำกำกับไว้)
 
              หากจัดลำดับการเริ่มต้นเขียนจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศเหนือเป็นหลัก ตามการเริ่มเล่าชาดก ก็จะเห็นภาพพุทธประวัติด้านบนสุด โดยพระพุทธ ประทับบนอาสนะฐานดอกบัว มีสาวกพนมมือรับฟัง ซึ่งเข้าใจว่าเริ่มแสดงธรรมเรื่องคัทธณะกุมาร โดยมีภาพที่คาดว่าศิลปิน “หนานบัวผัน” ได้สอด แทรกภาพเหตุการณ์บ้านเมือง สังคม ที่สำคัญๆ ในเรื่องราวชาดกด้วย ก็คือภาพกำแพงเมืองน่าน ซึ่งเริ่มสร้างในปีพ.ศ. 2399 ภาพกลุ่มคนชาวฝรั่งเศส ภาพเรือกลไฟ ภาพทหารชาวตะวันตกขี้ม้านำกำลังคนเดินแถวเข้าเมืองอินทปัฏฐนคร ซึ่งมีภาพปักธงชาติฝรั่งเศส ล้วนเป็นภาพที่สอดคล้องกับ สถานการณ์การเมืองในภูมิภาคอินโดจีนก่อนปี พ.ศ. 2436 หรือก่อน “เจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช” จะขึ้นปกครองเมืองน่าน และความจริงในประวัติศาสตร์ก็ ได้มีการยึดครองพม่าของอังกฤษ และการเลิกประเพณีวังหน้า นับแต่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ วังหน้าทิวงคต ในปี 2428 , แค้วนเชียงตุงตกเป็นเมือง ขึ้นของอังกฤษ ในปี พ.ศ.2430, ฝรั่งเศสยึดเมืองไล ในสิบสองจุไทย ไทยเสียดินแดนในปี 2431, ฝรั่งเศสเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแทนเวียดนาม ในปี 2432, การมีบรมราชโองการให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีนำกองทัพที่ปราบฮ่อ ครั้งที่ 4 ออกจากเมืองหลวงพระบางในปี พ.ศ. 2432 , เปลี่ยนแปลงการ บริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทรวง 12 กระทรวง ในปี พ.ศ. 2435 *10 อีกทั้งภาวะการณ์ที่ไม่มั่นคงต่อสถานะความเป็นผู้ที่มีโอกาสเป็นเจ้า ปกครองเมืองน่าน คือการรับตำแหน่งเป็น “พระยาราชวงษา” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2398 ในสมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงปี พ.ศ. 2431 แล้ว การรั่งรอรับตำแหน่งเจ้า อุปราชที่ยาวนานถึง 33 ปี แต่ก็ได้รับเป็นเพียง “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” ในปี พ.ศ. 2431 , การเฝ้ารอการโปรดเกล้าแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าเมืองภายหลัง การถึงพิราลัย ของ “เจ้าอนันต์ฯ” (พ.ศ. 2434) จากรัชกาลที่ 5 จนถึ่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 จึ่งได้เข้าเฝ้า ซึ่งใช้ระยะเวลารอนานถึง 2 ปี ย่อม สร้างความปั่นป่วนต่อจิตใจ ความไม่มั่นใจในฐานะ และการที่อาจจะสูญเสียอำนาจที่สืบทอดกันมาแต่บรรพชน ล้วนแต่หลอมรวมให้เกิดภาวะการณ์ ที่อาจนำไปสู่การจำต้องอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งในบั้นปลายของชีวิตก็อาจเป็นไปได้
 
              ภาพสำคัญต้นเรื่องตอนมารดาของคัทธณะกุมารชี้ให้ดูร้อยเท้าช้างที่นางได้ดื่มน้ำขังในรอยเท้าก่อนตั้งครรถ์ เป็นจุดเริ่มต้นที่เจ้าคัทธณะคิด ตามหาพ่อ และเรื่องราวการผจญภัยต่างๆ ในท้องเรื่อง เรื่องราวความเป็นลูกกำพร้าได้รับการสนใจจาก เดวิด เค ไวอาจ ในหนังสือ Temple Murals as an Historical Source The Case of Wat Phumin เป็นอย่างมาก ด้วยท่านเชื่อว่ามีเหตุจูงใจต่อการกำหนดเนื้อเรื่องจากสำนึกของ เจ้าอนันต์วรฤทธิเดช โดยเกี่ยวโยงประวัติการเมือง การปกครองความ เป็นเมืองน่านซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นลูกกำพร้าที่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองผู้มีอำนาจสูงกว่า เช่นเดียวกับเจ้าอนันต์ฯ ผู้เป็นกำพร้าตั้งแต่เล็กๆ
 

              ภาพธงชาติฝรั่งเศลที่ศิลปิน“หนานบัวผัน”รับรู้ อาจจะบอกเล่าบรรยากาศคึกคักของกองกำลังของชาวยุโรป ครั้งสถานะการณ์การเข้ามามีอำนาจ เหนือดินแดนล้านช้าง ในปี พ.ศ. 2431 และภาพชาวยุโรปที่เข้ามากรุงเทพฯหรือในดินแดนอินโดจีนหลากหลายภาระกิจ ที่สำคัญและสร้างความ เปลี่ยนแปลงสังคม การเมือง การปกครองของสยามประเทศมากที่สุดก็คือ การเข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนการปกครองของสยาม และเมืองน่าน ก็ เป็นหนึ่งที่สูญเสียดินแดนในการปกครองดั่งเดิมคือฝั่งขวาแม่น้ำโขงติดเมืองหลวงพระบาง ในปี พ.ศ.2446
 
              ทำไม? สถานะตำแหน่งที่อาจจะไม่มี หรืออาจสูญเสียไปถึงสำคัญมาก ก็เพราะ ว่า “เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช”ท่านได้เสวยราชสมบัติแล้วก็มีตำแหน่ง 6 ประการ คือ ตำแหน่งมหาดไทย 1 ตำแหน่งยุติธรรม 1 ตำแหน่งทหาร 1 ตำแหน่งวัง 1 ตำแหน่งคลัง 1 ตำแหน่งนา 1 หกประการนี้แล เป็นเมือง ประเทศราชอิกกว่า แต่ก่อนหันแล” * 11 ดังที่พงศาวดารเมืองน่านได้เขียนเชิดชู “เจ้าสุริยะพงษ์ฯ” ภายหลังได้ขึ้นปกครองเมืองน่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436

              ดังนั้น เวลาและสถานะการณ์ที่สอดคล้องกับการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งลำดับจากทิศเหนือไปยังทิศตะวันออกตามเนื้อหาชาดก ส่งผลให้ภาพ เขียนของ “เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช” ขณะที่เป็น “ว่าที่อุปราช นครน่าน” รู้สึกสมจริงในภาวะการณ์ ( ในช่วงปี พ.ศ.2434 - ต้นปีพ.ศ.2436) มากกว่าความรู้สึกภาพที่มีการจัดฉากถ่ายภาพให้สง่างามเยี่ยงเจ้า ผู้ปกครองเมือง

              จากสมมุติฐานที่กล่าวมาทั้งหมดจึงอาจจะนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า“หนานบัวผัน” น่าจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าเมืองน่าน หรือคนในสังคมชนชั้นเขต กำแพงเวียงของนครน่าน และได้สอดคล้องรับกันว่า “หนานบัวผัน”เขียนภาพ “ว่าที่เจ้าอุปราช นครน่าน” ขึ้นก่อนที่จะเขียนภาพเล่าเรื่องชาดกใน ระดับต่ำลงมา และเมื่อแล้วเสร็จจึงขยับไปเขียนฝาผนังทั้งปีกซ้าย – ปีกขวาของผนังด้านทิศใต้ โดยมอบภาระกิจการเขียนภาพฝาผนังตรงกลาง ระหว่างเสาให้กับศิลปินนิรนาม 2 คน และหลังจากนั้นจึงได้ไปเขียนผนังด้านทิศตะวันตกกับเพื่อนร่วมงานเป็นผนังสุดท้ายโดยอาจแล้วเสร็จประมาณ ปี พ.ศ. 2443 หรือ 2446 ตามที่มีการศึกษาเรื่องนี้แล้ว * 12

              ข้อพิจารณาและข้อสังเกตุภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศใต้และทิศตะวันตก (บางส่วน) ของวัดภูมินทร์ มีภาพที่บ่งบอกและสอดคล้องกับสถานการณ์การ เมือง การปกครองสอดแทรกในเรื่องราว “คัทธณะกุมารชาดก” จะโดยตั้งใจหรือไม่ได้เจตนา หรือความบังเอิญไม่อาจทราบได้ แต่ในเนื้อเรื่องชาดกก็ ปรากฎภาพกองทัพเมืองขวางทะบุรีและเมืองชวาวดียกเข้าตีเมืองจัมปานคร และภาพกองทัพเมืองขวางทะบุรีได้ทำลายกำแพงเมืองจัมปานคร ( ด้าน มุขตะวันออกของผนังทิศใต้ )ซึ่งมีความเชื่อกันว่าชื่อ เมืองชวาวดี ที่คล้ายกับชื่อเมืองชวา ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองหลวงพระบาง และเมืองขวางทะบุรี นั้น คล้ายชื่อ เมืองเชียงขวาง * 13 ซึ่งอยู่ทางตะวันออก ค่อนลงทางใต้ของหลวงพระบาง ( ในประวัติศาสตร์เมืองน่านนั้นมีความใกล้ชิดกับหลาวงพระบาง เสมือนเมืองพี่ เมืองน้อง - ผู้เขียน ) ภาพการรุกรานเมืองจัมปานครของยักษ์ซึ่งจับเจ้าเมืองเป็นตัวประกันกับการรักษาชีวิตโดยส่งคนในเมืองให้กิน สร้าง ความหวาดกลัวให้กับชาวเมืองจัมปานคร ภาพการสู้รบระหว่างเจ้าคันทจันทะกับเจ้าคันทเนตร เกิดจากการอิจฉาริษยาของพี่น้อง ผู้เป็นบุตรของ เจ้า คัทธณะกุมาร

              ภาพเล่าเรื่องชาดกดังกล่าวได้สอดคล้องสถานะการณ์การแย่งชิงเมืองเงิน( เมืองกุฏสาวดี ) ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และเป็นเขตการปกครองเดิม ของเมืองน่านตามหลักการแบ่งเขตแดนโดยใช้ลำน้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติที่สืบต่อกันมาในอดีตกาล แต่ก็เกิดการแทรกแซงรุกล้ำเข้ามาครอบครอง ของเมืองหลวงพระบางโดยการดำเนินงานของฝรั่งเศล ด้วยการเริ่มต้นตีความในสนธิสัญญาที่ลงนามเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 ซึ่งมีความเกี่ยว ข้องกับดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และมีผลกระทบกระทั้งกันเรื่อยมาจากการปกป้องดินแดน สุดท้ายฝ่ายไทย ( เมืองน่าน) ก็ต้องสูญเสียเมืองเงิน เมืองเชียงฮ้อน เมืองเชียงลมและเมืองคอบ ไปอย่างน่าเสียดายในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 * 14
 

              ภาพการต่อสู้แบบประจันบาน เป็นภาพสงครามการรุก และการปกป้อง ทำให้ปรากฏความสูญเสียของชีวิตผู้คน บ้านเมือง “หนานบัวผัน”ได้เขียนภาพ ชาดกเล่าเรื่องถึงเมืองขวางทะบุรีและเมืองชวาวดียกกำลังเข้าตีเมืองจัมปานคร เขียนบนผนังด้านมุขตะวันออกของทิศใต้ ซึ่งหากคำนึงถึงการเขียนภาพ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์แล้วการเขียนภาพ ณ จุดนี้น่าจะเป็นช่วงปี พ.ศ. 2437 - 2440
 
              ภาพความสูญเสียจากสงครามที่แฝงในเรื่องราวชาดก ภาพแสดงวัฒนธรรมที่นอกเหนือจากการกำหนดเนื้อหาพุทธประวัติ ได้ต่อเนื่องจากการ เขียนฝาผนังด้านเหนือเรื่อยมา แล้วจบที่ด้านมุขด้านตะวันตกของทิศใต้ ใกล้เคียงหรือพอดีกับการพบข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งว่าภาพเขียนวัดภูมินทร์น่านจะ เขียนในช่วงปี พ.ศ. 2443 หรือ 2446 โดยสถานการณ์การเมืองดินแดนล้านช้างซึ่งติดกับเขตเมืองน่าน และการเมือง การปกครองของสยามประเทศ ที่มีผลกระทบโดยตรงได้คลี่คลายลงหลังจากการได้ขึ้นปกครองเมืองน่านของ “เจ้าสุริยพงษ์ฯ”และภายหลังที่ได้ปฎิบัติราชการสนองคุณต่อแผ่นดินนา นา ประการ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5 จึงได้มีพระราชดำริยกย่องอิสริยยศ “เจ้าสุริยพงษ์ฯ” เพื่อเป็นเกียรติยศแก่เมืองน่านและวงศ์ ตระกูล จึงมีพระบรมราชโองการสถาปนาเลื่อนยศถานันดรศักดิ์เจ้านครน่านขึ้นเป็น พระเจ้านครน่าน ใน เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2446 มีพระนามตามสุพรรณบัตรว่า “ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงษาธิบดี สุจริตจารีราชานุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิกิติไพศาล ภู บาลบพิตรสถิตย์ณนันทราชวงษ์ พระเจ้านครน่าน” มีอิสยยศเทียบเท่าเจ้าต่างกรม “เจ้าสุริยพงษ์ฯ”ปกครองเมืองน่านเป็นเวลา 25 ปี ถึงแก่พิราลัย เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2461 สิริอายุ 87 ปี

              สรุปได้ว่า จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์อาจจะเริ่มเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2431 - 2432 ภายหลังการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว แล้วเสร็จ ( ปี พ.ศ.2431) ก่อนที่ “เจ้าอนันต์ฯ”จะพิราลัย 3 ปี โดยศิลปินชาวไทลื้อ “หนานบัวผัน” เริ่มต้นด้วยการเขียนภาพพุทธประวัติด้านบนสุดที่ผนังด้านทิศ เหนือก่อนแล้วเลื่อนลงเขียนชาดกเรื่อง “คัทธณะกุมาร”ผนังด้านล่าง โดยมีการสอดแทรกแสดงสภาพบ้านเมือง ภาพวัฒนธรรม เหตุการณ์การเมือง การปกครอง และ สังคม แล้วเลื่อนไปเขียนผนังด้านบนของทิศตะวันออกด้วยการเขียนภาพบุคคลสำคัญๆ ของเมืองน่านคือภาพของ “เจ้าอนันต์ฯ” ภาพ “เจ้ามหาอุปราชาหอน่า” เจ้าหนานมหาพรหม ผู้เป็นบุตร เพื่อระลึกคุณความดีที่ “เจ้าอนันต์ฯ” เป็นผู้บูรณะซ่อมแซม หรือสร้างวัดภูมินทร์ และ “ว่าที่ เจ้าอุปราช นครน่าน” ในช่วงปี พ.ศ. 2435 ก่อนที่จะขึ้นปกครองเมืองน่าน เป็น “เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช” ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 ด้วยวิธีการ จินตนาการแบบศิลปินผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง (ไม่ใช่วิธีการเขียนภาพเหมือนบุคคล) บนหัวเสาซ้าย ขวา แล้วเลื่อนลงไปเขียนชาดกด้านล่าง ก่อนที่จะไปเขียนฝาผนังด้านทิศใต้ในวิธีการเดียวกัน และสุดท้ายก็คือการเขียนภาพเล่าเรื่องชาดก“ เนมีราชชาดก” บนผนังด้านทิศตะวันตก โดยมี ศิลปินนิรนามอีก 2 คน ได้ร่วมการเขียนภาพในบางส่วนบนฝาผนังด้านทิศใต้และทิศตะวันตก และอาจจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2443 หรือ 2446 ซึ่ง เป็นช่วงที่เหตุการณ์บ้านเมืองในเมืองน่านเริ่มคลี่คลายและ “เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช” ได้รับโปรดเกล้าเป็น “พระเจ้านครน่าน”


เชิงอรรถ.
1. สน สีมาตรัง, ศิลปะล้านนาไทย , 2521
2 จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา , “ จิตรกรรมฝาผนังวัคภูมินทร์ จังหวัดน่าน การศึกษาครั้งล่าสุด” ใน เมืองโบราณ , ปีที่ 29, ฉบับที่ 4 ( ตุลาคม - ธันวาคม 2546 ) , น. 21.
3. วินัย ปราบริปู , “ ภาพปริศนา จากจิตรกรรมฝาผนังในวัดภูมินทร์ เจ้าเมืองน่านองค์ไหน? ,” ใน ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 29, ฉบับที่ 3 ( มกราคม 2551 ).น.48 - 52 .
4. วินัย ปราบริปู , “ ภาพหนุ่มกระซิบบันลือโลก ณ วัดภูมินทร์ จ. น่าน เป็นภาพของศิลปินจริงหรือ?,” ใน ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 29, ฉบับที่ 6 ( เมษายน 2551 ).น.44 - 49 .
5. แสนหลวงราชสมภาร , พงศาวดารเมืองน่าน,( เชียงใหม่ ; ธนุชพริ้นติ้ง , 2543 ), น.116
6. วินัย ปราบริปู , อ้างแล้ว, ใน ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 29, ฉบับที่ 3.
7. แสนหลวงราชสมภาร, อ้างแล้ว, น.102 - 103
8. แสนหลวงราชสมภาร, อ้างแล้ว, น.1
9. David K.Wyatt , Temple Murals as an Historical Source The Case of Wat Phumin , Nan [Bangkok ; Chulalongkorn University Press ,1993 ] p. 11
10. ณัฐนันท์ สอนพรินทร์ , เป็นดังฝรั่งตะวันตก , กรุงเทพฯ .; rePENTHOUSE , 2250 , น. 128 - 190
11. แสนหลวงราชสมภาร , อ้างแล้ว, น.119
12. จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา , อ้างแล้ว , น. 21
13. จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา , อ้างแล้ว , น. 12
14. สรัสวดี อ๋องสกุล , ประวัติศาสตร์ล้านนา .; กรุงเทพฯ, อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง , 2539 ,น. 345 - 349

หมายเหตุ*
บทความนี้ และบทความอื่นที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ และวัดหนองบัว
โดย วินัย ปราบริปู ได้นำลงในเว็ปไซ้ท์ของหอศิลป์ริมน่านแล้ว สนใจเปิด : www.nanartgallery.com